
ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า ตอนที่ 8
เนื้อหาเรื่องปฏิปทาท่านผู้เฒ่า โดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ตอนที่ 8

อนุตตรวิโมกข์
@anuttaravimok
"ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า"
โดยพระราชพรหมยานเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)
ตอนที่ ๘ ละความหลงใหลในอภิญญาสมาบัติ
สำหรับบัดนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้สมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปก่อนที่จะฟังปฏิปทาของท่านผู้เฒ่า อันดับแรกก็รวบรวมกำลังใจของท่านเองเสียก่อน ว่าเรื่องท่านเป็นเรื่องของท่าน เรื่องของเราก็เป็นเรื่องของเรา จะว่าตามความจริง ฟังปฏิปทาของท่านที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็จะได้ทราบว่า คนที่จะเป็นพระอรหันต์ ท่านมีกำลังใจเป็นอย่างไร พยายามศึกษากำลังน้ำใจของท่านไว้ คนที่จะเป็นพระอรหันต์อารมณ์เด็ดเดี่ยว หมายความว่า ต้องมีอารมณ์ทรงอยู่ในอิทธิบาททั้ง ๔ ประการให้ครบถ้วน ๆ ต้องมีแล้วก็มีจรณะ ๑๕ ประการครบถ้วนเท่านี้ก็พอ เป็นอันว่าได้ทรงคุณธรรมตามนี้ก็พอแล้ว ทั้งนี้เพราะท่านผู้เฒ่าที่นำประวัติของท่านมาเล่าสู่กันฟังใจเด็ดเดี่ยวมาก รักษาธรรมยิ่งกว่าชีวิต มีอารมณ์คิดไว้โดยเฉพาะว่าสิ่งใดที่ครูบาอาจารย์สอนเรา ถ้าสิ่งนั้นถ้าเราทำไม่ได้เราจะยอมตายเสียดีกว่า อารมณ์ใจอย่างนี้เป็นอารมณ์ใจที่ตัดขันธ์ ๕ ไม่มีเยื่อใยในขันธ์ ๕ อยู่ แล้วหมดเรื่องกัน ก็เป็นอันว่าอารมณ์ใจของบุคคลที่จะเป็นพระอรหันต์
สำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ขอจงพยายามทรงใจอยู่ในอารมณ์อิทธิบาททั้ง ๔ ประการให้ครบถ้วน อย่าทำแบบเปาะแปะ ๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อย่าทำตนประเภทเป็ด เป็ดมันเดินได้ บินได้ ว่ายน้ำได้ ร้องได้ แต่เอาดีไม่ได้สักอย่าง มันดำน้ำได้ก็ดำไม่หมดตัว อย่างนี้ไม่สำเร็จผล ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนจงตั้งใจรวบรวมกำลังใจของท่าน ให้สามารถทรงสมาธิไว้ได้เสมอ อารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต มันเป็นเรื่องธรรมดา เรารักษามันไม่ได้ตลอดวัน แต่เราก็จะเอาชนะมันเป็นคราว ๆ ไป และนอกจากนั้นก็คิดไว้ว่าเราจะต้องตาย เมื่อความตายจะเข้ามาถึงเรา เราเกิดใหม่เราจะต้องดีกว่านี้ ดีไม่ดีเราก็ไม่เกิดมันเลย เราจะดีกว่านี้เราจะทำอย่างไร
อันดับแรกเราก็ยอมรับนับถือในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยปัญญา อย่านับถือส่งเดช ใช้ปัญญาพิจารณาดูเสียก่อนว่าควรจะนับถือหรือไม่ พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระชินวรทรงสอนมีเหตุผลสมควรหรือไม่ที่เราจะพึงปฏิบัติ เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งอธิบายกันฟังกันถึงสี่เวลาในหนึ่งวัน หวังว่าเข้าใจดีแล้ว หลังจากนี้ก็เอาศีลที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วประทานให้มารักษาไว้ยิ่งกว่าชีวิต จิตของเราน้อมรับเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าทรงได้อย่างนี้เราเป็นพระโสดาบัน แล้วความจะเป็นพระอรหันต์มันเป็นของไม่ยาก ยากหรือไม่อยู่ที่พระโสดาบันเท่านั้น
กระผมนี่ขอพูดกับพระก็คิดว่าพระหลายท่านที่ตั้งใจดี ทำกิจเพื่อตน ทำกิจเพื่อพระศาสนาที่เรียกรวมกันว่ายอมมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ มีอยู่ในสำนักของเรา ถึงกับตัดลาภ ตัดยศ ตัดสรรเสริญ ตัดสุข มีอารมณ์ใจไม่ทุกข์ ยอมรับกฎของกรรมมีอยู่ในสำนักของเรา หลายท่านที่มีความมุ่งมั่น แม้แต่ฆราวาสหรือสตรีมีอารมณ์สำรวมเป็นอันดี ไม่อยากจะมั่วสุมอยู่กับบุคคลอื่น มีความต้องการอย่างเดียวคือชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ แล้วก็มีหลายท่านที่ตั้งใจทำกิจการงานของสงฆ์ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพระศาสนา มีความเคารพในพระรัตนตรัย พยายามทรงศีล ๕ บริสุทธิ์ ถ้าจิตมีความมั่นคงในพระนิพพานอันนี้ผมว่าไม่ยากสำหรับพวกท่าน หลายท่านที่ทรงได้แบบนี้ผมทราบ ที่ผมทราบผมไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ผมนั่งดูเอาตามชอบใจ หมายความกันว่าสังเกตกันไว้ว่าจริยาของท่านผู้ใดทำกิจการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยเฉพาะหรือว่ามีกิจส่วนรวม หน้าที่ของตนมีอะไรปฏิบัติตนเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ มีการจำกัดเขตความรู้สึกของตน มัธยัสถ์ในอารมณ์ มัธยัสถ์ในกาย ในวาจา มัธยัสถ์ในใจ ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป ไม่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความจริงคนที่ไม่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นี่ท่านไม่ได้กล่าวว่าเป็นนิสัยของพระโสดาบัน อันนี้ท่านกล่าวว่าเป็นวิสัยของพระอรหันต์ต่างหาก ถ้าก้าวไปจริง ๆ มันก็เป็นของไม่ยากสำหรับท่านที่ต้องการ แต่ทว่าอย่ารีบเกินไป
ดูปฏิปทาของท่านเฒ่า ท่านผู้เฒ่าท่านเป็นพระที่ทรงอภิญญาสมาบัติ แต่เราไม่เป็นไร เราไม่ได้ทรงสมาบัติอภิญญาก็ไม่เป็นไร คำว่าอรหันต์ไม่ได้หมายความว่าทรงอภิญญา ๖ วิชชา ๓ หรือปฏิสัมภิทาญาณ อรหันต์แปลว่าผู้ไกลจากกิเลส คือทำใจของเราให้ห่างจากกิเลสออกมา อย่าไปมั่วสุมกับความรักในเพศ อย่าไปมั่วสุมกับความโลภอยากจะได้ลาภ ได้ทรัพย์ได้สินมาปกครองเป็นทรัพย์สินของตน อย่าไปมั่วสุมกับความโกรธ ความพยาบาท ตัดอาลัยในชีวิต ไม่คิดว่าจะต้องการมันอีก คิดไว้อย่างนี้เสมอ ๆ การเป็นพระอรหันต์เป็นของไม่ยากสำหรับท่านนี่บังเอิญ ถ้าบางทีใครเขาย้อนถามมาได้เขาอาจจะย้อนถามมา ถามว่าคนพูดเป็นพระอรหันต์แล้วหรือยัง ก็ต้องตอบว่าในขณะใดที่พระพุทธเจ้ายังไม่พยากรณ์ผมว่าเป็นอะไร ผมก็ต้องบอกว่าผมไม่ได้เป็นอะไร ถ้าถามว่ายังไม่ได้เป็นมาพูดเรื่องพระอรหันต์ได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่าพูดได้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านพูดมาเป็นพื้นฐาน เพราะว่าผมเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาละ สำหรับพวกเราเอง เรื่องสำหรับประพฤติปฏิบัติก็จำไว้ก็แล้วกัน ว่าอะไรบ้างที่กล่าวมาที่เรา ควรจะปฏิบัติ เหลือเวลาอีกไม่ถึง ๒๐ นาที ก็มาคุยเรื่องของท่านผู้เฒ่าเพื่อเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติ
ตามบันทึกของท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ท่านทรงอภิญญา ท่านคลั่งอภิญญาอยู่พักหนึ่ง ท่านเขียนของท่านเองอย่างนั้น จะหาว่าผมไปปรามาสท่านไม่ได้ ผมว่าตามท่านเขียน ท่านบอกว่า ท่านคลั่งอภิญญาอยู่พักหนึ่ง แต่ทว่าคลั่งอยู่คนเดียวไม่ได้คลั่งอวดชาวบ้าน อารมณ์มันครึ้ม ๆ ชอบกล เพราะว่าต้องการอะไรทำอะไรมันก็ได้ทุกอย่าง ได้ทราบว่าอุปสรรคของท่านก็มีท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่ออาตมาไม่เคยพูดถึงเรื่องอุปสรรคของท่านให้ท่านทั้งหลายฟัง วันนี้ก็มาพูดถึงอุปสรรคให้ฟังสักครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ท่านเริ่มปฏิบัติพระกรรมฐานเข้าถึงปีติ ความแจ่มใสของผิวกายย่อมปรากฏ หน้าตาเต็มไปด้วยอารมณ์มีความสดชื่น สายตาของท่านเต็มไปด้วยความเมตตาปราณี จะพูดจาพาทีกับใคร ๆ ก็แสดงไปด้วยอำนาจความเมตตาและสงสาร มีความห่วงใยในคนทุกคนที่อยู่ในขอบเขตนั้นแทนหลวงพ่อปาน เวลานั้นหลวงพ่อปานมีภารกิจมาก ๑. มีภารกิจในด้านการปกครองพระ ๒. ภารกิจในการก่อสร้าง ก่อสร้างคราวเดียวหลายวัด ๓. ภารกิจการรักษาคนไข้ที่รักษาโรค
สมัยนั้นโรงพยาบาลหายาก แม้แต่สุขศาลาชั้นสองก็ไม่มีในเขตอำเภอต่าง ๆ แล้วอีกประการหนึ่ง ท่านก็มีความห่วงในความเป็นอยู่ของบุคคลที่มารักษาโรค ว่าเขาจะมีกินหรือไม่มีกิน นอนหลับหรือไม่นอนหลับ มีผ้าห่มพอไหม มีอะไรในการครองตัวพอหรือไม่ ท่านห่วงทุกอย่าง ในเวลากลางวันรักษาไข้ รับแขกด้วย รักษาไข้ด้วย เวลากลางคืนรักษาไข้ ท่านผู้เฒ่าก็รับภาระนี้ไปโดยหลวงพ่อปานไม่ได้สั่ง ท่านถือว่างานหลวงของท่านไม่ขาด งานราษฎร์ของท่านไม่เสีย ภาระหลวงพ่อปานท่านรับเอามาช่วยทำทุกอย่าง ท่านทำเว้นไว้แต่งานรับแขกในตอนกลางวัน ถ้าหลวงพ่อปานอยู่หลวงพ่อปานก็รับ ถ้าหลวงพ่อปานไม่อยู่ท่านก็รับแทน กลางคืนเดินท่อม ๆ อยู่เสมอ ดูคนไข้ตรวจคนไข้ คนที่มากับคนไข้จะมีความสุขหรือไม่มีความสุข ป้องกันภัยสำหรับวัด รักษาของสงฆ์ เป็นอันว่าเวลาท่านเดินไป ท่านว่า ท่านไม่เดินไปเฉย ๆ ท่านห่วงชาวบ้านก็ห่วง ท่านห่วงตัวของท่านเองท่านก็ห่วง เวลาเดินไปรักษาทรัพย์สินของท่าน ดูความสุขทุกข์ของคนไข้ ดูความสุขทุกข์ของคนที่เป็นเจ้าของไข้ ท่านก็ทำกำลังจิตของท่านให้เป็นสมาธิไปตลอดตามกำลังจิตของท่าน ท่านบอกว่าท่านเดินจงกรม เป็นอันว่าเวลาเดินจงกรมคืนหนึ่งของท่านมีสองพัก ในช่วงระยะเวลาประมาณ ๔ ทุ่มถึง ๖ ทุ่มนี่ครั้งหนึ่ง ต่อไปอีกครั้งหนึ่ง เท่าที่สังเกตเป็นประมาณตี ๒ หรือตี ๓ ออกมาเดินอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เข้าไปจำวัด ท่านทำกิจหนัก เวลาของท่านแน่นอนทุกอย่าง
เมื่อคุยกันถึงอุปสรรค ในบันทึกของท่านบอกว่านับตั้งแต่ถึงธรรมปีติเป็นต้นมา ปฏิปักษ์ก็เกิดกับท่านทุกอย่างทั้งพระภายในวัดแล้วก็ทั้งทายก ทายกนี่ไม่ได้หมายความว่าอุบาสกอุบาสิกา ทายกคือเจ้าหน้าที่วัด ความจริงหลวงพ่อปานท่านคนตำบลนั้น แต่ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนในตำบลของตนเองหรือตำบลใกล้เคียงย่อมจะไม่เห็นความสำคัญของพระในวัดของตนต่างคนต่างก็แสดงอาการเหยียดหยาม แม้แต่หลวงพ่อปานเขาก็นินทาว่าร้าย ความดีของท่านทำเหลือหลาย คนทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังนินทาติเตียนอยู่เสมอ ฉะนั้นเมื่อท่านผู้เฒ่าทำแบบนี้เข้าเขาก็ประณามกัน หาว่าท่านบ้า พระปกติบรรดาเจ้าของถิ่นส่วนใหญ่ไม่มีใครชอบท่าน เพราะท่านเป็นคนตรงไปตรงมาตามพระธรรมวินัย แล้วก็คนพวกนี้ไม่ยอมเคารพในพระธรรมวินัย อะไรบ้างจะเป็นของสงฆ์หรือของสาธารณประโยชน์ไม่สำคัญ ฉันต้องการก็แล้วกัน เมื่อจะต้องผ่านท่าน ท่านถึงไม่ยอมทุกอย่างถ้าทำผิดวินัย เพราะตอนนั้นหลวงพ่อปานยกให้ท่านเป็นแม่บ้าน เป็นอันว่าคนในแถวนั้นบางท่านนะไม่ใช่ทุกคน โกรธและเกลียดในท่าน ใครไปใครมาก็แจ้ง พอคุยกับแขกที่มาใหม่ คุยไปคุยมามักจะอ้อมถามท่านถึงท่านผู้เฒ่าว่าพระองค์นี้เป็นพระบ้า ๆ บอ ๆ จงอย่าคบหาสมาคมด้วย ในระยะแรก ๆ คนที่เขาเข้ามาใหม่ ๆ เขาเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น เขาก็เชื่อคนที่ปากเน่าประเภทนั้น แต่พอเข้าถึงความสัมพันธ์ของท่านหน่อยเดียว เขาเลยด่าคนส่งข่าวต่อไป ว่าเจ้าคนส่งข่าวน่ะมันเลวแสนเลว ไม่ได้มีความดีอะไร ไม่รู้จักความดีของคน ท่านต้องต่อต้านกับอารมณ์ประเภทนี้อยู่ตลอดเวลา
เคยเรียนถามท่านว่ามีความรู้สึกอย่างไร ท่านก็บอกว่ามันเป็นของธรรมดานี่คุณ นัตถิ โลเก อนินทิโต คนที่ไม่ถูกนินทาในโลกมันไม่มี แล้วบางครั้งท่านก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนน่าบัดสี มีสภาพเหมือนไม่ใช่พระ ก็มีหลายคราวที่ท่านถูกฟ้องร้องจากคนประเภทนี้ พระประเภทนี้ แต่ว่าท่านก็เฉย ในที่สุดท่านก็เป็นผู้ชนะเพราะว่าท่าน เป็นผู้บริสุทธิ์ เวลาเจ้าคณะผู้ใหญ่มาสอบสวน ท่านก็พูดตามความเป็นจริงที่ท่านปฏิบัติ บรรดาพระผู้ใหญ่เหล่านั้นท่านก็ใหญ่จริง ๆ ท่านไม่ยอมรับฟังเพียงแต่แค่โจทก์หรือจำเลยเท่านั้น ท่านรับฟังเสียงของชาวบ้าน หรือเสียงของบุคคลที่อยู่ภายในคือพวกคนไข้หรือเจ้าของไข้ ข่าวเหล่านั้นก็ตรงกันข้ามกับข่าวที่พวกนั้นไปฟ้อง เป็นอันว่าท่านก็เป็นผู้บริสุทธิ์ เวลาถูกฟ้องถูกร้องเคยเข้าไปกราบเรียนท่านว่ามีความรู้สึกเป็นอย่างไร ท่านบอกว่าสบายใจที่มีโอกาสได้ใช้หนี้กฎของกรรมไปเสียอย่างนั้นอีก นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทควรจะรับฟังแล้วก็จำเข้าไว้ ท่านก็เคยบอกให้ฟัง บอกว่าคุณ ใครเขาด่าเขาว่าเขานินทา เขากลั่นแกล้ง คุณอย่าไปสนใจเข้านะ อย่าไปถือว่าบุคคลนั้นเขาเลว ความจริงเขาไม่ได้เลว เรามันเลวแต่ผู้เดียว ท่านพูดแบบนี้ก็นึกไม่ออก เห็นท่านทรงความดีด้วยประการทั้งปวง ความดีของเรานี่จะได้เข้าไปหนึ่งในร้อยของท่านมันก็ไม่ได้ แต่ท่านก็บอกว่าท่านเลว ก็ได้กราบเรียนถามว่าเลวตรงไหนขอรับ ผมอยากจะทราบว่าศีลสิกขาบทไหนบ้างที่ท่านบกพร่อง ท่านบอกว่า ฉันนั่งนึกทุกคืนว่าสิกขาบทไหนฉันไม่เคยบกพร่อง ถามว่าธรรมะบทไหนบ้างที่ท่านบกพร่อง ท่านก็บอกนิพพานท่านยังไปไม่ได้ท่านบกพร่อง เอาเข้านั่น ฟังสิเรา นี่เราถูกกับเข้าแล้ว ท่านบอกนิพพานท่านไปไม่ได้ท่านบกพร่อง แต่ว่าอภิญญาสมาบัติท่านสูง ท่านต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีทุกอย่างดีมีสมาธิเข้มแข็ง ท่านก็บอกว่า จริง ชาตินี้ตอนต้นก่อนฉันยังไม่ได้บวชฉันเลว แต่ตอนบวชแล้วฉันพยายามทิ้งเลว ก็เลยถามท่านว่า ความเลวสมัยก่อนบวชใช่ไหมที่ทำให้ท่านต้องถูกกลั่นแกล้งด้วยประการทั้งปวง ท่านบอกว่าไม่ใช่ ท่านเลวเมื่อชาติก่อนต่างหาก ถามว่าท่านรู้ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่านี่เราพวกเดียวกันนะ นี่เราพวกเดียวกันฉันคุยให้ฟังได้ เคยไปถามหลวงพ่อปานแล้วหรือยังว่า ฉันปฏิบัติแบบไหน ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ไม่ได้ถาม เพียงแต่หลวงพ่อปานบอกว่าท่านทรงสมาบัติ ๘ คล่องแคล่วมาก แล้วก็เป็นผู้ทรงอภิญญาสมาบัติคล่องมาก เพราะฉันทรงอภิญญาสมาบัตินั่นนะซิ ฉันจึงไม่โกรธเขา ฉันถอยหลังไปดูอดีตด้วยอำนาจอตีตังสญาณ แล้วฉันก็ใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เมื่อชาติก่อน ๆ ฉันมันระยำมากจริง ๆ ที่เขาด่าเขาว่า เขากลั่นเขาแกล้ง เขาฟ้อง เขาร้องนี่ มันเป็นกฎของกรรมความชั่วที่ฉันทำทั้งนั้น ฉันเต็มใจใช้ดอกเบี้ยของความชั่ว แต่ไม่แน่หรอกคุณนะ ฉันยังทรงฌานโลกีย์อยู่ ดูแต่ท่านพระเทวทัตทรงฌานโลกีย์เหมือนฉัน ท่านก็ทรงอภิญญาสมาบัติเหมือนกับฉัน แต่ว่าฉันอาจจะดีสู้ท่านไม่ได้ เพราะว่าฌานสมาบัติอาจจะอ่อนกว่า แต่ฉันก็ถือป่าช้าเป็นวัด ฉันก็เล่นสมาบัติโก้ ๆ มันก็คล่องดี คุณอย่าเพิ่งคิดว่าการทรงคุณธรรมแค่นี้มันเป็นของดีนะ ท่านพระเทวทัตท่านได้อภิญญาสมาบัติท่านลงอเวจีได้ สำหรับฉันก็เหมือนกัน ถ้าเผลอเมื่อไรฉันก็ลงอเวจีเมื่อนั้น
จึงได้กราบเรียนท่านว่าอภิญญาสมาบัติเป็นของดี ท่านจะทรงตลอดไปไหม ท่านก็บอกว่า ฉันเล่นมาตั้งปีแล้ว เล่นของฉันคนเดียวสนุก ๆ ฉันเล่นของฉันมาคนเดียวมาปีหนึ่งแล้ว เล่นไปเล่นมาเวลานี้ฉันรู้สึกตัวแล้ว เมื่อเวลาได้ใหม่ ๆ ฉันรู้สึกตัวว่ามันโก้มันเก๋จริง ๆ ความประมาท ความทะนงตัวมันเกิดขึ้น มานั่งคิดว่าชายหรือหญิงคนไหนหนอจะมีความดีเสมอกับเรา ได้สมาบัติแบบเราเล่นอะไรก็ได้ตามความประสงค์ อยากไปเที่ยวนรก อยากไปเที่ยวสวรรค์ อยากไปประเทศไหนเมืองไหนมันของเล็ก ๆ จริง ๆ นึกปัปเดียวถึงหมด ตอนนั้นมันครึ้ม ๆ ชักนึกว่าฉันดีกว่าคนหลายคน แต่ว่า เวลานี้ฉันรู้แล้วว่า ฉันยังเด็กเกินไป เพราะว่าฉันยังไม่พ้นวิสัยของนรก ถ้าฉันยังหลงใหลอยู่ในอภิญญาสมาบัติอย่างนี้ดีไม่ดีฉันต้องไปนั่งคุยกับพระเทวทัตในอเวจีมหานรก เป็นอันว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นี่หนึ่งปีผ่านไปแล้วฉันเสียเวลามาก ฉันเสียดายเวลา เวลานั้นฉันมันบ้าอภิญญาสมาบัติ ฉันก็นึกว่าฉันเป็นผู้วิเศษ เสียเวลาจริง ๆ ต่อแต่นี้ไปฉันก็จะถือเอาอภิญญาสมาบัติเป็นพื้นฐานที่จะพยายามทำจิตของฉันให้เข้าเขตการตัดอบายภูมิ
กราบเรียนถามท่านว่ามีความมั่นใจหรือครับว่าจะเป็นพระอริยเจ้าได้ เรามันต้องลอง ถ้าเราไม่ลองมันก็ไม่รู้ ถามฉันอย่างนี้ฉันก็ตอบไม่ได้ว่าฉันจะเป็นพระอริยเจ้าได้หรือไม่ได้ แต่หลวงพ่อปานท่านสั่งฉันให้ไปหาพระองค์นั้น ให้ไปหาพระองค์นี้ ไปศึกษา เพราะว่าท่านบอกว่าฉันเป็นพุทธภูมิ เรื่องความเป็นพระอริยเจ้าฉันไม่สามารถจะสอนได้ บอกได้แต่ว่าตัวท่านเองไม่ใช่พระอริยเจ้า ฉะนั้นถ้ามีความปรารถนาจะเป็นพระอริยเจ้า จงไปหาท่านที่มีปฏิปทาคล้ายพระอริยเจ้า ท่านบอกว่าฉันจะไป เป็นอันว่านับตั้งแต่นี้ต่อไปฉันจะเดินทางไปหาพระสิบองค์ด้วยทัศนะแห่งนักธุดงด์ เพื่อไปศึกษากับท่าน
เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ฟังกันมาถึงตอนนี้แล้วขอยุติเพราะว่าเวลามันหมด ขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตได้โปรดรวบรวมกำลังใจของท่าน แล้วเอาเยี่ยงอย่างท่านผู้เฒ่าที่ปฏิบัติเข้าถึงความดี ถ้ารวบรวมกำลังใจของท่านนี้ อิริยาบถสี่จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ นอนก็ได้ นั่งท่าไหนก็ได้ ให้ใจมันสบาย พยายามรักษากำลังใจของท่านให้ทรงอยู่ในอิทธิบาททั้ง ๔ ประการและรักษาจรณธรรมทั้ง ๑๕ ประการให้ครบถ้วน ท่านจะมีผลตามที่กล่าวมาแล้ว
บทความนี้มีประโยชน์แค่ไหน
ให้คะแนนและแบ่งปันประสบการณ์การอ่าน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านคนอื่น ตัดสินใจได้ว่าบทความนี้มีประโยชน์กับพวกเขาหรือไม่
รีวิวจากผู้อ่าน
คะแนนและประสบการณ์จากผู้ที่อ่านบทความนี้
กำลังโหลดรีวิว...

