
ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า ตอนที่ 7
เนื้อหาเรื่องปฏิปทาท่านผู้เฒ่า โดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ตอนที่ 6

อนุตตรวิโมกข์
@anuttaravimok
"ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า"
โดยพระราชพรหมยานเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)
ตอนที่ ๗ อภิญญาสมาบัติ
บัดนี้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อไปขอบรรดาพุทธบริษัททุกท่านพยายามรวบรวมกำลังใจของท่านให้เป็นสมาธิ สำหรับอิริยาบถให้เป็นไปตามอัธยาศัย จงพยายามอย่าเคร่งเครียดในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งโดยเฉพาะ ถ้านั่งท่านี้ไม่ดีก็ขยับไปท่าโน้น นั่งเก้าอี้ นั่งห้อยขา นั่งเหยียดเท้าก็ได้ แล้วถ้านั่งไม่สบายจะนอนก็ได้ นอนไม่สบายจะยืนก็ได้ ยืนไม่สบายจะเดินก็ได้ ให้ร่างกายมันเป็นสุข ทั้งนี้ถ้าหากว่าเราไปยุ่งอยู่กับร่างกาย กำลังใจจะเข้าไปยุ่งอยู่กับทุกขเวทนานั้น อย่าลืมว่าผลแห่งการปฏิบัตินี่เราปฏิบัติใจ อย่างไร ๆ ก็พยายามเชื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ก่อน ในเมื่อองค์สมเด็จพระชินวรตรัสไว้อย่างนี้ก็ปฏิบัติตามนั้น และเวลาปฏิบัติอย่าทรมานตนอย่างหนึ่ง และกำลังที่ปฏิบัติอย่าคิดว่าอยากจะได้จุดนั้น อยากจะได้จุดนี้ ทำจิตของเราให้เป็นไปตามครรลองที่กำลังปฏิบัติ
นักปฏิบัติทั้งหมดนี่จำเป็นอย่างยิ่งก็คือการกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อให้จิตทรงสมาธิ หรือว่าถ้ากำหนดลมหายใจเข้าออกไม่สบาย จะใช้คำภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือว่าจะพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามใจชอบ ตามแบบที่ศึกษามาแล้ว หากว่าท่านทั้งหลายที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วจะใช้ปัญญาใคร่ครวญในขันธ์ ๕ ที่เรียกกันว่าร่างกาย ว่านี่ร่างกายเราเต็มไปด้วยความสกปรก ร่างกายของเราเป็นของไม่เที่ยง ถ้าเรายึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเราอยู่ จิตมันก็เป็นทุกข์ เราจะปล่อยมันไปเสียเพราะมันเป็นอนัตตา ในที่สุดนั้น ร่างกายคนอื่นหรือว่าทรัพย์สินอื่น ๆ ในโลกก็เช่นเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เราสักแต่ว่าเห็น เราสักแต่ว่ารู้ ไม่ยึดถือว่ามันเป็นเราของเรา ถ้าทำจิตอย่างนี้ได้จนเป็นเอกัคตารมณ์ มีปัญญาเห็นได้ชัด สามารถตัดขันธ์ ๕ คือไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕ ได้ ใจจะเป็นสุข ถ้าพิจารณาอย่างนี้ได้เสมอ ๆ จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้ ถ้าการพิจารณาปลงใจอย่างนี้ เป็นที่ชอบใจขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เพราะพิจารณาอยู่อย่างนี้เป็นปกติอารมณ์ของท่าน อย่างเลวท่านก็เป็นพระโสดาบัน ดีขึ้นไปอีกนิดหนึ่งท่านก็เป็นพระสกิทาคามี ดีขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งท่านก็เป็นพระอนาคามี แต่จิตทรงอย่างนี้ได้จริง ๆ ตลอดเวลานั่น ท่านเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์เป็นกันตรงนี้เท่านั้น เป็นไม่ยาก แต่เรื่องพระอรหันต์อธิบายกันแล้ว
วันนี้ก็จะขอนำเอาปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าเล่าสู่กันฟัง จะได้จำไว้ว่าพระในปัจจุบัน คำว่าปัจจุบันก็หมายความว่าหลังนี้ไปประมาณ ๓๐ ปีเศษ ซึ่งเป็นระยะที่ไม่นาน ที่พยายามปฏิบัติเชื่อฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระพิชิตมารแล้วก็ปฏิบัติตามก็เป็นพระอรหันต์ได้เวลาไม่ไกล จะมานั่งนึกว่าเวลานี้ไม่มีอรหันต์ เวลานี้ไม่มีพระอริยเจ้า เวลานี้ไม่มีพระทรงฌาน พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกไว้ บอกไว้แต่เพียงว่าศาสนาของเราในพันปีที่หนึ่งจะมีพระอรหันต์มากไปด้วยปฏิสัมภิทาญาณ พันปีที่สองจะมีพระอรหันต์มากไปด้วยอภิญญา ๖ พันปีที่สามจะมีพระอรหันต์มากไปด้วยวิชชา ๓ พันปีที่สี่จะมีพระอรหันต์มากไปด้วยสุกขวิปัสสโก พันปีที่ห้าจะมีพระอริยเจ้ามากไปด้วยพระอนาคามี คำว่ามากหมายความว่าพวกนี้มากพวกอื่นก็ยังมีแต่ว่าน้อยไปหน่อย ท่านบอกว่าอย่างนี้ แล้วมีคนบางคนมาเขียนบอกว่าเวลานี้พระอริยเจ้าไม่มีแล้ว ท่านผู้เขียนเขาไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า จะเอาคนตาบอดไปคลำช้างไม่รู้จักว่ารูปร่างหน้าตาของช้างเป็นอย่างไร ถ้าไปคลำขาช้างก็จะนึกว่าช้างนี่เหมือนเสา ถ้าไปคลำงวงช้างก็จะนึกว่าช้างเหมือนกับปลิง ไปคลำหางช้างก็จะนึกว่าช้างนี้เหมือนกับไม้กวาด เป็นอันว่าคนตาบอดไม่มีโอกาสจะรู้จักว่าสภาพของช้างเป็นอย่างไร ข้อนี้ฉันใดแม้คนที่เขียนหนังสือไว้ก็เช่นเดียวกัน เขาเป็นคนที่ยังเมามันด้วยอำนาจของกิเลส แต่กลับมาพยากรณ์ศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ว่าเวลานี้พระผู้ทรงฌานไม่มีแล้ว พระอริยเจ้าไม่มีแล้ว ก็ถอยหลังจากนี้ไปประมาณ ๓๐ ปี เรายังมีพระอรหันต์ ตามที่เล่าสู่ท่านฟัง ที่บอกว่าท่านเป็นอรหันต์ก็เพราะว่าบันทึกของท่านเขียนไว้ว่ามีจิตจุดเข้าถึงพระนิพพาน ซึ่งจะได้ฟังต่อไปในวันหน้า ท่านยืนยันของท่านอย่างนั้น ท่านก็ไม่ได้เขียนหนังสือปฏิปทาของท่านเป็นการค้าขายเอาสตางค์ เวลานี้ตัวท่านไปไหนแล้วก็ไม่รู้ บังเอิญหลวงตาเฒ่าผู้นี้ไปค้นไปคว้ามาบังเอิญไปพบตำรับตำราหรือว่าหนังสือที่ท่านบันทึกเอาไว้ จึงได้มีความเข้าใจว่า โอ หนอ นี่เราอาจจะเดินชนพระอรหันต์ตายไปกี่องค์แล้วก็ไม่ทราบ ทั้งนี้เพราะเราเป็นคนตาบอดเราเป็นคนหูหนวก เราไม่มีความดีสม่ำเสมอกับท่านจึงไม่รู้ว่าท่านทรงคุณธรรมอะไร เวลาที่พบกับท่านก็สภาวะเหมือนคนธรรมดา ไม่เคยถือตัวถือตน ชอบอย่างเดียวคือการคุยกันด้านกุศลท่านชอบ ถ้าคุยเรื่องอกุศลท่านเงียบ ท่านไม่ชอบ แต่ว่าท่านก็ไม่ปฏิเสธ เราพูดไปท่านก็ยิ้มเรื่อย ๆ แสดงว่าท่านไม่เห็นด้วย
มาคุยกันถึงปฏิปทาของท่าน คุยกันตั้งแต่ต้นจำอะไรได้บ้าง ยึดถืออะไรได้ไว้บ้าง เมื่อคืนที่แล้วพูดกันมา ท่านตีโป่งไปถึงสมาบัติ ๘ แล้วนั่งเล่นสมาบัติ ๘ เข้าฌาน ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, แล้วมา ๗, ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ แล้ว ๒, ๕ ,๗ สลับกันไปเรื่อย มันเพลินดีเหลือเกิน จิตมีความสุข จิตมีอารมณ์ชื่นบาน ท่านว่าดีกว่าคุยกับชาวบ้าน ดีกว่าดูมหรสพ แต่อย่าลืมว่าจิตที่เข้าสมาบัติแปดนั้นยังไม่ได้ทิพจักขุญาณและก็ยังไม่ได้อภิญญา ๖ ถ้าบังเอิญจะใช้พื้นฐานของสมาบัติ ๘ เป็นพื้นในการเจริญวิปัสสนาญาณ เวลากาลที่จะเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ไม่ยาก อย่างช้าไม่ถึง ๗ เดือน อย่างเร็ว ๗ วัน ไม่ถึง ๗ ปีแน่ เป็นอันว่าท่านที่เจริญพระกรรมฐานทรงสมาบัติ ๘ ได้ แล้วเอาสมาบัติ ๘ เป็นพื้นฐานแห่งการเจริญวิปัสสนาญาณ พระอาจารย์รุ่นเก่าท่านบอกว่าเพียงแค่ชั่วเคี้ยวหมากแหลกก็สำเร็จอรหัตผล ก็สงสัยเหมือนกันว่าคนที่เคี้ยวหมากน่ะหมากแข็งหรืออ่อนก็ไม่ทราบ ถ้าบังเอิญเป็นหมากแข็งคนที่เคี้ยวไม่มีฟันก็น่าคิด แต่ทว่าสาวกขององค์สมเด็จพระธรรมสามิส คงไม่คิดอย่างนั้น ท่านถือว่าผู้ที่ทรงสมาบัติ ๘ สามารถที่ทรงความเป็นอรหันต์ได้โดยฉับพลันแล้ว ถ้าหากปฏิบัติตนเข้าถึงพระอนาคามีก็จะเข้าถึงปฏิสัมภิทาญาณ มีวิชชา ๓ และอภิญญา ๖ คลุมไว้ได้หมดทุกอย่าง แล้วได้ยิ่งไปกว่านั้นคือปฏิสัมภิทาญาณ คือมีการทรงพระไตรปิฎก สามารถจะรู้ภาษาคนภาษาสัตว์ทุกอย่าง อันนี้เป็นอำนาจของปฏิสัมภิทาญาณ
ในเมื่อท่านเล่นสมาบัติ ๘ ตั้งแต่สมาบัติ ๑ ถึงสมาบัติ ๘ จนมีความชำนาญ เข้าเมื่อไรก็ได้ เข้าฌานไหนออกฌานไหนก็ได้ตามอัธยาศัย ท่านบอกว่าเพลินเรื่อยไปประมาณ ๑ เดือน พอครบหนึ่งเดือนท่านก็มานั่งนึกในใจว่า เราจะมานั่งเล่นสมาบัติแบบคนหูหนวกตาบอดคลำช้างอยู่เพื่อประโยชน์อะไร ถ้าจะหันไปเล่นวิชชา ๓ กำลังจิตใจของเราก็สูงไปกว่านั้น ก็จะมาลองเล่นอภิญญา ๖ ดูบ้างจะเป็นไร เห็นเพื่อน ๆ เขาอยู่ใกล้ ๆ เห็นเขามีอภิญญา ๖ ทรงอิทธิฤทธิ์ อภิญญา ๖ นี่มีฤทธิ์ มีอำนาจมาก อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง จะนิรมิตอะไร จะแสดงอะไร เหาะเหินเดินอากาศก็ได้ ดำดิน ดำน้ำ อะไรก็ตามใจนึก ทิพพโสตญาณ มีประสาทเป็นทิพย์ ถ้าต้องการจะฟังเสียงใกล้เสียงไกล จิตจับฌานเดี๋ยวเดียวได้ยินเสียงหมด แล้วก็ทิพจักขุญาณ มีอารมณ์ใจเป็นทิพย์ จุตูปปาตญาณ รู้คนและสัตว์ที่มาเกิดนี่มาจากไหน คนและสัตว์ที่ตายไปแล้วไปไหน เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคน คนและสัตว์นึกว่าอย่างไรนี่รู้หมด ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้ระลึกชาติได้ไม่จำกัดชาติ อตีตังสญาณ รู้อดีตของคนและสัตว์สถานทั้งหมด อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวคนและสัตว์สถานทั้งหมดว่าเขาจะเป็นอย่างไร รู้ได้หมด และก็ปัจจุปปันนังสญาณ รู้ว่าเวลาปัจจุบันใครทำอะไรอยู่ที่ไหน มีความสุข ความทุกข์ประการใดรู้หมด ยถากัมมุตาญาณ คนและสัตว์ที่มีทุกข์อยู่ในปัจจุบันอาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัยรู้หมด เป็นอันว่าอภิญญา ๖ มันดีอย่างนี้
ท่านเล่าไว้ในหนังสือว่าลองมันดู ตำราท่านว่ามันดี แต่เราก็จะไปรับรองว่าตำราดีเสียจริง ๆ เราก็จะกลายเป็นคนโง่ เราก็มานั่งพิสูจน์ความดีองค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงพรรณนาไว้ว่ามีจริงหรือไม่จริงเป็นประการใด ท่านก็มานั่งตั้งกันใหม่ จับกสิณ ๑๐ ว่าตั้งแต่ปถวีกสิณ คือ กสิณดิน เตโชกสิณ กสินไฟ วาโยกสิณ กสิณลม อาโปกสิณ กสิณน้ำ โลหิตกสิณ กสิณแดง นีลกสิณ กสิณสีเขียว ปีตกสิณ กสิณสีเหลือง โอทาตกสิณ กสิณสีขาว อากาสกสิณ กสิณคืออากาศ อาโลกกสิณ กสิณคือแสงสว่าง ท่านชำนาญในฌานถึงสมาบัติ ๘ ในเมื่อมาเล่นกสิณอย่างนี้มันก็เป็นของเด็กเล่น ท่านบอกจับกสิณอะไรมันก็ได้ไปหมด ไม่เห็นมันมีอะไรยาก จับปถวีกสิณ ปถวีกสิณก็ปรากฏ ปฏิภาคนิมิต ไม่ได้ขึ้นต้น จับปลายเพราะกำลังของจิตสูงมากเกินไปเกินกว่า ที่จะมาไล่กสิณตามลำดับ แล้วมานั่งจับกสิณน้ำ กสิณดิน กสิณไฟ กสิณลม กสิณอะไรก็ตาม เดี๋ยวเดียว กสิณ ๑๐ อย่างภายในวันเดียวจบ มันจะไม่จบอย่างไร ก็กำลังใจของท่านทรงสมาบัติ ๘ เล่นเข้าฌานออกฌานตั้งแต่ฌาน ๑ ถึงฌาน ๘ ล่ออยู่ตั้งเดือน แล้วก็สลับกันมาสลับกันไปในระหว่างฌาน ก็สนุกสนานดีมีความสุข มีความคล่องจนชิน ถอยหลังมาจับกสิณซึ่งเป็นกรรมฐานต่ำกว่า เป็นของยากที่ไหน ก็เหมือนกับบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่มีกำลังมากไปยกของที่เด็ก ๆ ยกไหว เด็กอายุ ๑๒, ๑๓ ยกไหว แล้วคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีกำลังสมบูรณ์มากยกไม่ไหวมันก็ซวยเต็มที เป็นอันว่าท่านเล่าให้ฟังว่าคิดว่ามันจะยาก แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้วมันง่ายเหลือเกิน วันเดียวนั่งเล่นกสิณสบาย ๆ ๑๐ กองมันเรื่องเล็ก ท่านบอกว่าทำเหมือนกับเด็กเล่นปั้นลูกกระสุน สมัยนั้นไม่มีอย่างอื่น มีแต่เล่นลูกกระสุน เด็ก ๆ ปั้นลูกกระสุนยิงนกได้คล่องตัวฉันใด การทรงสมาบัติ ๘ เข้าฌานออกฌานสลับกันไปสลับกันมาตั้งเดือนเป็นประโยชน์มาก เมื่อเข้าฌานในกสิณตามลำดับฌานคือ ๑, ๒, ๓, ๔ ในกสิณต้นและก็ว่าไปถึง ๑๐ ๑-๒ ๓-๔ แล้วก็สลับทุกกสิณ แล้วเข้าฌานสลับฌาน ๑-๒-๓-๑ อะไรก็ตามว่ากันไปสลับกันไปกันมาจนคล่อง
ท่านบอกว่ามันง่ายจริง ๆ เล่นอย่างนี้ให้มันช่ำเพื่อความมั่นใจ ตั้งเวลาไว้ว่าจะใช้เวลาสักหนึ่งเดือนเล่นให้มันสนุก แล้วท่านก็ไม่ทิ้งสมาบัติ ๘ ของท่าน เล่นกสิณบ้าง เล่นสมาบัติ ๘ บ้าง คลุกเคล้ากันไปตามลำดับจนมีความคล่องดีถึงวันที่ ๑๕ เมื่อวันที่ ๑๕ ผ่านไป เวลานั้นท่านบอกว่าใครเขาหาว่าฉันเป็นใบ้ไปหมด ใครเข้ามาพูดกับฉัน ๆ ก็ไม่อยากจะคุยมันเกรงใจชาวบ้านก็พูดคำสองคำ เออ ๆ ค่ะ ชาวบ้านเขาเห็นคุยน้อย เขาก็เลยไม่อยากคุยด้วย เขากลับไป เขากลับไปฉันก็นั่งเล่นของฉันคนเดียวสบาย กลางคืนกลางวันฉันไม่รู้ กินข้าวอิ่ม หลังกินข้าว ก่อนกินข้าว ไม่ทราบ เวลาทำงานฉันก็ทำ ขึ้นหลังคา ลงก้นแม่น้ำก็ทำ ทำทุกอย่างงานการใด ๆ ที่มีในวัดฉันทำหมด ขณะที่ฉันทำงานกิริยาที่มันทรงตัว จะนั่งหรือจะยืนอยู่ก็ดีก็เล่นกสิณไปด้วย ฉันเล่นสมาบัติ ๘ ของฉันไปด้วย ๑, ๒, ๓ ถึง ๘ เล่นไปสนุก ท่านบอกว่าเวลาบางทีแดดร้อน ๆ มันก็ไม่รู้สึก อากาศหนาวก็ไม่อยากจะหนาว เพราะเนวสัญญานาสัญญายตนะปรากฏจับจิตจนชิน
นี่ความจริงท่านบอกว่ามันมีอารมณ์เป็นสุขบอกไม่ถูก ท่านเขียนไว้ภายในประวัติ ท่านดีใจแล้วท่านไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างท่านจะเป็นคนมีวาสนาบารมีได้อย่างนั้น หวนกลับไปท่านก็มีความเข้าใจว่าหลวงพ่อปานท่านมีคำแนะนำไว้เสมอ เห็นหน้าทุกวัน หลวงพ่อปานบอกว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยาย เอตัง กาสาวัง คเหตวา ว่าคุณจงจำไว้ว่า คุณบวชเข้ามารับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หลวงพ่อปานท่านบอกอย่างนั้นเสมอ เมื่อถึงวันที่ ๑๕ ผ่านไป รุ่งขึ้นหลวงพ่อปานเรียกเข้าหาเป็นส่วนตัวเวลากลางคืนสัก ๒ ทุ่มเศษ หลังจากที่ท่านคุยกับพระบริษัทของท่านเพื่อเป็นการปลุกใจให้สร้างความดีแล้ว ท่านก็บอกว่าขอพบเป็นส่วนตัว เมื่อเข้าในกุฏิท่านก็ถามว่า คุณเล่นกสิณสลับไปสลับมาจนคล่องตัวแล้วใช่ไหม ท่านบอกใช่ ท่านก็ถามว่าหลวงพ่อท่านทราบได้อย่างไร หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่าพระท่านบอกฉัน ฉันไม่ใช้กำลังใจของฉันให้เป็นประโยชน์ แต่ว่าถ้าฉันใช้ความรู้ที่ฉันมีอยู่แล้วก็เกรงว่าอุปาทานจะกิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะรู้ได้ก็เพราะอาศัยพระท่านคอยบอกฉัน
ตามบันทึกของท่านก็ถามว่าพระท่านว่าอย่างไรต่อไป หลวงพ่อปานก็บอกว่าใช้กสิณเป็นฤทธิ์ได้แล้ว ถ้าเล่นตามนั้นเป็นปกติ ความจริงขณะที่ท่านเล่นนั้นทิพจักขุญาณก็คอยจะปรากฏท่านก็ตัดทิ้งไป ท่านไม่เอา ท่านว่าถ้ากำลังใจยังไม่คล่องยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งนาทียังใช้ไม่ได้ เป็นอันว่าฌานทุกอย่างที่ท่านเข้าได้ทรงได้ ท่านจะเข้าภายในขณะจิตเท่านั้น ท่านคล่องถึงขนาดนี้ ก็เลยถามหลวงพ่อปานว่าเวลาจะใช้ฤทธิ์ทำอย่างไร หลวงพ่อปานท่านก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ สมมติว่าจะให้หินมันอ่อนก็ตั้งใจเวลาจิตอยู่ในอุปจารสมาธิ คิดว่าหินนี้จงอ่อน แล้วก็เข้าอาโปกสิณ คือกสิณน้ำให้ถึงฌาน ๔ แล้วคลายจากฌาน ๔ มาตั้งจิตอีกทีว่าหินจงอ่อน แล้วก็เอามือจับหิน หินมันจะอ่อน จะให้มันอ่อนขนาดไหนก็ได้ ถ้าคิดอยากจะเหาะก็คิดว่าจะต้องไปโน่น ลอยไปที่นั่นแล้วก็ลอยไป เมื่อตั้งใจอย่างนี้แล้วก็เข้าวาโยกสิณ เข้าถึงฌาน ๔ แล้วถอยหลังมาอีกทีเข้าในอุปจารสมาธิว่าเราจะลอยไปที่ตรงนั้น เข้าฌาน ๔ อีกทีมันจะไป เล่นอย่างนี้ให้มันคล่อง อยากจะทำอะไรก็ได้ อยากจะให้ฝนตก ก็ตั้งจิตไว้ในอุปจารสมาธิต้องการให้ฝนตก แล้วเข้าอาโปกสิณถึงฌาน ๔ ฝนมันก็จะตก ถ้าหากว่าจะให้แสงไปปรากฏก็เข้าเตโชกสิณ อยากจะให้มีลมมาก็เข้าอาโลกกสิณ ถ้าหากว่าที่ไหนอากาศมันน้อยก็เข้าอากาสกสิณ ท่านบอกว่าทำตามนั้นแหละคุณ สีแดงต้องการให้มันเป็นสีเหลืองก็เข้าปีตกสิณ ถ้าของสีขาวหรืออากาศสีขาวต้องการให้มันดำมืดก็เข้านีลกสิณ ต้องการของสีอื่นให้เป็นสีขาวก็เข้าโอทาตกสิณ ถ้าความมืดมันปรากฏก็เข้าอาโลกกสิณ ถ้าหากว่าที่ไหนอากาศมันน้อยก็เข้าอากาสกสิณ ท่านบอกว่าทำตามนั้นแหละคุณแล้วมันจะได้
เป็นอันว่าในเมื่อหลวงพ่อปานท่านสั่งมาอย่างนั้น ท่านแนะนำมา ท่านกลับมาที่เรือนท่าน ท่านก็ทำทุกอย่าง เป็นอันว่ากิจทั้งหมดทำได้ท่านว่าไม่ยากเลย ท่านว่าอย่างนั้น เอาตามแบบ ต้องเข้าอุปจารสมาธิให้เข้าถึงฌาน ๔ ออกฌาน ๔ มาตั้งอุปจารสมาธิ ในเมื่อเอาเข้าจริง ๆ พอนึกปัปเข้าเลย เพราะความคล่องของการทรงฌาน และอาศัยที่ท่านได้อภิญญาสมาบัติอย่างนี้ ท่านจึงอาศัยอภิญญาสมาบัติเป็นการช่วยการปฏิบัติในด้านวิปัสสนาญาณ เพราะฉะนั้น ในการเล่นฤทธิ์ของท่านอาตมาภาพจะของดไม่อธิบาย เพราะว่าอธิบายในการเล่นฤทธิ์ของท่านอีก ๓๐ ปี ก็ไม่จบ ทั้งนี้เพราะว่าการที่ได้ใหม่ ๆ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดมันชนทุกอย่าง พิสูจน์คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่โลกันตนรกขึ้นมาจนกระทั่งถึงพรหมชั้น ๑๖ ว่ากันแบบสบาย ๆ ด้วยความคล่องทุกวัน ท่องเที่ยวไปตามแบบฉบับพระมหาโมคคัลลาน์ เอาแบบพระโมคคัลลานะมาบ้าง เอาประวัติพระมาลัยมาบ้าง แล้วก็ไปตามนั้น แล้วก็ไปตามได้ทุกทิศทาง ทุกที่ที่ตามประวัติมีอยู่ก็ไปให้หมดความสงสัย ในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาหมดเสียแล้วสำหรับวันนี้ เรื่องกสิณนี้ก็จะไม่ซ้ำต่อไป ต่อไปนี้จะพูดถึงเรื่องวิปัสสนาญาณที่พูดถึงไว้ เพราะไม่ต้องการให้ประวัตินี้ยาวเกินไป ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาพุทธบริษัททุกท่านพยายามทรงกำลังใจให้เป็นสมาธิ ใช้ปัญญาพิจารณาในขันธ์ ๕ หรือตั้งใจตามสภาวกาลจนกว่าจะถึงเวลาสมควรของท่าน
บทความนี้มีประโยชน์แค่ไหน
ให้คะแนนและแบ่งปันประสบการณ์การอ่าน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านคนอื่น ตัดสินใจได้ว่าบทความนี้มีประโยชน์กับพวกเขาหรือไม่
รีวิวจากผู้อ่าน
คะแนนและประสบการณ์จากผู้ที่อ่านบทความนี้
กำลังโหลดรีวิว...

